25510529

+ น้ำท่วมโลก!!

.+ [ น้ำท่วมโลก!! ] +.



รายชื่อเมืองที่จะจมอยู่ใต้น้ำ 160 เมตร ประมาณ พ.ศ.2563

เริ่มที่อเมริกาเหนือ
1.นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 24,857,000 คน
2.ฟิลาเดนเฟีย สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 7,452,300 คน
3.ลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 16,927,620 คน
4.โทรอนโต แคนาดา ประชากรประมาณ 9,258,400 คน
5.ออสตาวา แคนาดา ประชากรประมาณ 12,638,450 คน
6.ฮาวานา คิวบา ประชากรประมาณ 7,524,000 คน

อเมริกาใต้
7.การากัส เวเนซุเอรา ประชากรประมาณ 12,856,000 คน
8.บัวโนสใฮเรส อาร์เจนตินา ประชากรประมาณ 5,492,000 คน
9.โบโกตา โคลอมเบีย ประชากรประมาณ 14,584,900 คน
10.เซาเปาลู บราซิล ประชากรประมาณ 8,243,000 คน
11.ซาติเอโก ชิลี ประชากรประมาณ 11,859,200 คน

ไปดูยุโรปบ้าง
12.ลอนดอน อังกฤษ ประชากรประมาณ 18,672,000 คน
13.เฮงซิงกิ ฟินแลนด์ ประชากรประมาณ 7,473,600 คน
14.ปารีส ฝรั่งเศส ประชากรประมาณ 17,253,000 คน
15.สตอสโฮร์ม สวีเดน ประกรประมาณ 12,854,000 คน
16.อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ประชากรประมาณ 8,967,000 คน
17.ดับลินไอร์แลนด์ 4,982,400 คน

ไปดูแถบเอเชียบ้านเรากัน
18.โตเกียว ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 34,749,000 คน
19.นางาซากิ ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 21,746,450 คน
20.โซล เกาหลีใต้ ประชากรประมาณ 9,255,000 คน
21.ไทเป ใต้หวัน ประชากรประมาณ 18,792,000 คน
22.เซี่ยงไฮ้ จีน ประชากรประมาณ 16,482,900 คน
23.ฮ่องกง จีน ประชากรประมาณ 17,784,000 คน
24.ฮานอย เวียดนาม ประชากรประมาณ 15,644,200 คน
25.กรุงเทพมหานคร ไทย ประชากรประมาณ 11,584,700 คน
26.สิงคโปร์ซิตี้ สิงคโปร์ ประชากรประมาณ 3,257,000 คน
27.ย่างกุ้ง พม่า ประชากรประมาณ 4,922,000 คน

ลงไปออสเตรเลีย
28.ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย ประชากรประมาณ 18,351,400 คน
29.วิกตรอเรีย ออสเตรเลีย 8,445,000 คน
30.เวงลิงตัน นิวซีแลนด์ ประชากรประมาณ 4,799,520 คน


น่ากลัวจังมีกรุงเทพเราติดอันดับด้วย ช่วยกันรักษาโลกเราด้วยนะเผื่อจะได้ไม่มีน้ำท่วมโลก ...


- - - - - - - - - - - - - - - - - -


25510523

+ แว่นตา .. สำหรับคนหน้าคอม!





.+ [ แว่นตา .. สำหรับคนหน้าคอม! ] +.






อินเตอร์เน็ตได้ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าให้โลกปัจจุบันกลายเป็นโลกไร้พรมแดน
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากมายในชีวิตประจำวัน ไม่เว้นแม้แต่เด็ก
ก็ยังต้องใช้ในการทำรายงานส่งครู เล่นเกม ตลอดจนติดต่อสื่อสารและคุยเล่นเอ็มกัน
วันนี้เลยเอาใจคนที่มีปัญหาเรื่องสายตามากเป็นพิเศษ


สิ่งใดมีคุณก็มักจะแฝงด้วยโทษเสมอ ผู้ใช้อุปกรณ์นี้นานเกินไปหรือไม่เหมาะสม
อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่เรียกกันว่า
“computer syndrome”
ซึ่งหมายถึง
กลุ่มอาการต่างๆ ที่เกิดหลังการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเกิดกับกล้ามเนื้อ กระดูก และดวงตา
ได้แก่ อาการปวดเมื่อยต้นคอ บริเวณหัวไหล่ หลัง เมื่อยมือ ปวดนิ้ว ร่วมกับอาการทางตา
ที่เรียกกันว่า
“computer vision syndrome”
ได้แก่ อาการปวดตา แสบตา ตาแห้ง ตามัว
ปวดเบ้าตา ปวดศีรษะ เป็นต้น


จากการศึกษาพบว่าบรรดาจอภาพคอมพิวเตอร์ต่างๆ ล้วนมีรังสีหลายชนิดทั้งที่มองเห็น
และไม่เห็นด้วยตา ได้แก่ รังสีเอกซ์ รังสียูวี อินฟาเรด ตลอดจนรังสีขนาดความถี่ของคลื่นวิทยุ
(
radio frequency emission)
แต่อยู่ในจำนวนที่น้อยมาก น้อยกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐาน
ความปลอดภัยที่ตั้งไว้ เช่น รังสีเอกซ์ ตั้งไว้ไม่เกิน
2.5 หน่วย ก็มีเพียง 0.3
หน่วย รังสียูวี
ตั้งไว้ไม่เกิน
1,000 หน่วย ก็มีเพียง 0.65
หน่วย รังสีขนาดความถี่ของคลื่นวิทยุให้ไว้ได้
40,000 หน่วย ก็ตรวจพบเพียง 5,000 หน่วย เป็นต้น



จึงค่อนข้างเชื่อได้ว่ารังสีที่ออกมาจากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงต่อตา
แต่คนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ มักเกิดอาการไม่สบายตาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ประมาณกันว่าตาคนเราสามารถปรับโฟกัสให้เห็นชัดดีในภาพที่มีขอบเขตชัดเจนมี
contrast
ที่ดี
แต่ภาพที่เกิดจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกิดจากจุดเล็กๆ หลายจุดที่เรียกกันว่า
“พิกเซล” (pixel)
ซึ่งมาจากคลื่นไฟฟ้าในเครื่องวิ่งไปชนกับพื้นหลังของจอที่เคลือบด้วยฟอสฟอรัส
ลักษณะของพิกเซลแต่ละจุดมีความสว่างไม่เท่ากัน สว่างมากตรงกลางและจางลงบริเวณขอบๆ
ขอบจึงไม่ชัด ถ้าปรับเครื่องไม่ดีจะเห็นเป็นแสงกระพริบ ดังนั้นตาเราปรับโฟกัสภาพบนจอได้ไม่ดี
ทำให้เกิดการเพ่งโดยอัตโนมัติ การต้องเพ่งอยู่นานๆ นำมาซึ่งอาการของ
computer vision syndrome
ที่แต่ละคนจะเกิดมากน้อยแตกต่างกันไป เนื่องจากลักษณะ
ของตัวคอมพิวเตอร์เองดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนการจัดโต๊ะทำงาน ปรับแสงที่ไม่ถูกต้อง งานที่เร่ง
และมากเกินไป ที่สำคัญก็คือสายตาของผู้ใช้ ซึ่งพบว่า
“แว่นตา” เข้ามามีบทบาทมากทีเดียว







• กำลังสายตาที่ถูกต้อง คนที่ใช้แว่นสายตาสั้น ยาว เอียง และมีอายุน้อยกว่า 40 ปี
มีความสามารถเพ่ง
(accommodation)
ที่ดี มักไม่มีปัญหาอะไร ยังคงใช้แว่นที่ใช้ตามปกติได้
สำหรับผู้มีสายตาสั้นไม่มากอาจทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องใช้แว่นก็ได้ แต่ปัญหา
กำลังสายตาสำหรับผู้มีอายุเกิน
40 ปี มีภาวะสายตาผู้สูงอายุ(prosbyopia)
ซึ่งมักมีแว่นมองใกล้ที่ใช้อ่านหนังสือเป็นแว่นที่ใช้ในระยะ 12-15 นิ้ว

แต่การใช้คอมพิวเตอร์จะอยู่ที่ระยะไกลกว่า คือ ประมาณ 18-28 นิ้ว
หรืออาจเรียกว่า
เป็นสายตาระหว่างกลาง (
intermediate vision)
การทำแว่นเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์
จึงควรใช้กำลังเลนส์ที่คมชัดระยะ
18-28 นิ้ว หรือประมาณ 40-60%
ของแว่นอ่านหนังสือ
อีกประการหนึ่ง เวลาเราอ่านหนังสือ ตาจะเหลือบลงต่ำ
20-30
องศา ในขณะที่มองคอมพิวเตอร์
จะเหลือบลงต่ำเพียง
10-15 องศา ดังนั้นจุดชัดของแว่นต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย

ตามทฤษฎีแล้วการทำแว่นเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์น่าจะมีการวัดสายตาด้วยแผ่นวัดสายตา
ที่เลียนแบบอักษรที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพมีแสงกระพริบ ขอบเขตไม่ชัดเจน
แต่ในทางปฏิบัติเพื่อความสะดวกยังคงใช้แว่นวัดสายตาของ
Snellen
ที่ใช้กันทั่วไปที่เป็นภาพนิ่ง
ขอบชัด มี
contrast ที่ดี จึงอาจได้ค่าสายตาที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ก็พออนุโลมให้ใช้ได้





• รูปแบบแว่นสายตา อาจเป็นแว่นชั้นเดียว 2 ชั้น 3 ชั้น หรือแว่นหลายชั้น
ที่ไร้รอยต่อ (
progressive lens)

แว่นชั้นเดียว เลือกกำลังที่เหมาะสำหรับระยะการใช้งาน
18–28 นิ้ว ใช้สำหรับ
ทำคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ราคาถูก แต่มองใกล้ๆ หรือไกลไม่ได้แว่น
2
ชั้น ที่ใช้กันทั่วไป
ชั้นบนใช้มองไกล ชั้นล่างใช้อ่านหนังสือหรือมองใกล้ ซึ่งแว่นแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับใช้กับ
คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสายตาระหว่างกลางทำให้มองไม่ชัด อีกทั้งผู้ใช้มักจะต้องแหงนหน้า
มากกว่าปกติทำให้ปวดเมื่อยต้นคอได้


แว่น 2 ชั้นที่ใช้กับคอมพิวเตอร์อาจทำเป็นเลนส์บนมองไกล เลนส์ล่างใช้ระยะ
18–28 นิ้ว
สำหรับมองคอมพิวเตอร์ แต่จะมีข้อเสียคืออ่านหนังสือใกล้ไม่ชัด หรืออาจเลือกเลนส์บน
มองคอมพิวเตอร์ เลนส์ล่างดูหนังสือ แบบนี้ข้อเสียคือมองไกลไม่ชัด จะตัดสินใจเลือก
เลนส์ชนิดไหนคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าใช้สายตามองไกล มองคอมพิวเตอร์ ดูหนังสือ
ระยะไหนมากกว่ากัน


แว่นหลายชั้นไร้รอยต่อ
นอกจากเป็นแว่นพรางอายุแล้ว ยังเป็นแว่นที่ใช้มองคอมพิวเตอร์
ได้ดีที่สุด เพราะมีกำลังเลนส์ที่ลดหลั่นกันลงมา มองชัดทั้งระยะไกลมาจนใกล้ ในรูปแบบนี้
ถ้าเลนส์รุ่นเก่าๆ ระยะมองใกล้อาจจะแคบมาก อีกทั้งภาพด้านข้างมักจะบิดเบือนจากความเป็นจริง
เวลาที่ชำเลืองมองด้านข้างภาพที่เห็นบิดเบี้ยวจะทำให้เกิดอาการมึนงงได้ แต่ในปัจจุบัน
เลนส์ชนิดนี้ผลิตได้ดีขึ้นระยะมองใกล้กว้างขึ้น ภาพบิดเบี้ยวจากด้านข้างน้อยลง
อย่างไรก็ตามการใช้เลนส์ชนิดนี้ต้องฝึกสักระยะมักจะใช้การได้ดี


เลนส์ในกลุ่มนี้อาจทำให้เห็นชัดจากระยะ 1 เมตร เข้ามาถึงระยะอ่านหนังสือ
ทำให้เห็นเอกสารบนโต๊ะที่อยู่ไกลจากระยะคอมพิวเตอร์ได้ดี แต่คงไม่ชัดสำหรับการขับรถ





• การทำเคลือบผิวเลนส์ (coating)
เป็นขบวนการเคลือบเลนส์ด้วยสารเคมีบางอย่าง
เพื่อกรองแสงจ้าที่สะท้อนเข้าตา ทั้งแสงจากตัวคอมพิวเตอร์ แสงที่ลอดจากหน้าต่าง
แสงจากหลอดไฟที่เพดานห้อง โดยเฉพาะแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้ในห้อง
จะมีแสงยูวีและแสงสีน้ำเงินลอดออกมาด้วย การเคลือบผิวเลนส์จะตัดแสงนี้ออกไป
ปกติแล้วแสงสีน้ำเงินทำให้ตาคนเราปรับโฟกัสยาก เนื่องจากมีคุณสมบัติกระจายแสงมาก
การเคลือบช่วยตัดสีน้ำเงินออกจึงทำให้ตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น


• ทำสีที่เลนส์ (tint)
เป็นการลดแสงสว่างที่จ้ามากเกินไปลง อีกทั้งกรองสีน้ำเงินออกไป
อาจใช้สีเทาซึ่งช่วยลดความสว่างลง สีชมพูจะตัดสีน้ำเงินออกไปมากกว่าสีอื่น หรือสีเบจ
(สีเทาแกมแดง) เพิ่ม
contrast ขึ้น

• ใส่ปริซึม เพิ่มเข้าไปในผู้ที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อกลอกตา ผู้ที่มีตาเข ตาเอก
ควรใส่ปริซึมเข้าไปจะทำให้ใช้สายตาสบายขึ้น



- - - - - - - - - - - - - - - - - -


25510522

+ 2205 : MY BIRTHDAY

.+ [ 2205 : MY BIRTHDAY ] +.




22 พฤษภา.. เวียนมาบรรจบ ~
ปีนี้ครบ 17 ขวบ!!! แก่ขึ้นอีก 1 ปีแล้ว TT________TT
อุตส่าห์จะแอ๊บเด็ก มอหกแล้วยังสิบหกซะหน่อย

วันนี้เพื่อนในห้อง 6/6 ร้องเพลง HBD ให้
อุ๊ยเขินนน! ฮ่าๆๆๆ =))

พี่ชายอวยพร ขอให้เข้าศิลปากรให้ได้ วิ้วๆ
จะพยายามอย่างสุดความสามารถนะค๊า !!~

ตอนนี้ก็อ่านหนังสือจนมึนกันเลยทีเดียว
วันอาทิตย์ก็ต้องเรียนดาว้องก์ 8.00-16.30 ,, เหนื๊อยเหนื่อย - -"
เล่นคอมน้อยลงละด้วยยยย เพราะไม่มีเวลาอย่างแรง T.T


- - - - - - - - - - - - - - - -

25510516

+ PRIMADONNA



.+ [ PRIMADONNA ] +.


Originellement utilisé dans les compagnies d'opéra,
prima donna est un mot italien signifiant littéralement
« première dame » — pluriel courant « primas donnas »,
pluriel savant « prime donne ». Ce terme est d'abord utilisé
pour désigner la chanteuse principale dans une compagnie d'opéra,
c'est-à-dire la personne à laquelle le rôle principal est attribué.
La prima donna était généralement une soprano.

Les primas donnas sont souvent considérées
comme égocentriques, déraisonnables et irritables,
avec une grande opinion d'elles-même, d'où l'acception moderne
du terme prima donna pour désigner une personne vaniteuse
et dont l'on ne peut cependant se passer.

Depuis que les opéras n'utilisent plus une troupe fixe,
le terme prima donna est devenu un synonyme de diva.

Prima donna est aussi le titre d'une chanson de la comédie
musicale The Phantom of the Opera de Andrew Lloyd Webber,
en référence au mauvais caractère du personnage de Carlotta Giudicelli.


littérale (a.) - ตามตัวอักษร
rôle (n.m) - บทบาท
attribution (n.f.) - หน้าที่ ตำแหน่ง
déraison (n.f.) - การขาดเหตุผล
irritables (a.) - ขี้หงุดหงิด ที่หัวเสียง่าย
vaniteuse (a.) - อวดดี โอ่อวด


- - - - - - - - - - - - - - - -